ความสุขมวลรวมประชาชาติ

Posted on 04/May/2015

ความสุขมวลรวมประชาชาติ (GNH)

สมเด็จพระราชาธิบดี Jigme Sinye Wangchuk ซึ่งเป็น Druk Gyalpo องค์ที่ 4 เมื่อมีพระชนม์ได้ 18 พรรษา ได้ทรงประกาศเรื่อง “ความสุขมวลรวมประชาชาติ” (GNH) ในปี 1972 พระองค์ทรงมีข้อเสนอว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GNP) เป็นตัวชี้วัดที่ไม่เพียงพอต่อความสำเร็จของประเทศ ทั้ง GNP และ GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ) นั้นถือว่าเป็นมาตรวัดที่เน้นย้ำด้านการผลิต, การบริโภค และความร่ำรวยทางวัตถุมากเกินไป โดยไม่ได้คำนึงถึงระดับความอยู่ดีกินดีและความสุขของประเทศนั้นๆ

เพื่อทำความเข้าใจ GNH เราจำเป็นต้องเข้าใจพื้นฐานของแนวคิดเกี่ยวกับความสุขก่อน ในความรู้สึกทางโลก ความสุขนั้นขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคนทั้งในอดีตและปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ในศตวรรษล่าสุดนี้ ความสุขมักถูกเชื่อมโยงกับปัจจัยภายนอก และขึ้นอยู่กับความร่ำรวยทางวัตถุเป็นส่วนใหญ่ ปัจจัยที่ขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลังก็คือการกลายเป็นเมืองมากขึ้นในศตวรรษปัจจุบัน ซึ่งได้แยกปัจเจกบุคคลออกจากสังคม ทั้งครอบครัวและธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ระดับความสุขที่คนเราจะได้รับจากความมั่งคั่งทางวัตถุนั้นมีจำกัด ไม่เหมือนความสุขที่ได้จากแรงกระตุ้นภายใน เช่น ความรู้สึกพึงพอใจ และสุขสบาย

แนวคิดเรื่อง GNG จึงเป็นหลักชี้นำเบื้องหลังนโยบาย เพื่อทำให้มั่นใจว่ามีความสมดุลระหว่างปัจจัยทางวัตถุและไม่ใช่วัตถุ โดยการชี้เน้นการใช้ชีวิตที่กลมกลืนและประสานกัน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการปกป้องประเพณีและวัฒนธรรมอันศักดิ์สิทธิ์

กษัตริย์พระองค์ที่ 4 ทรงทำให้มั่นใจว่า GNH จะกลายเป็น DNA ของนโยบายรัฐ โดยการหลอมรวมแนวคิดนี้ไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งภูฏาน ซึ่งเป็นหลังจากผ่านไปแล้ว 2 ปี ที่พระองค์ทรงสละราชบัลลังก์ นโยบายต่างๆ ที่ได้ดำเนินการนั้นสำเร็จลุล่วง โดยพึงระลึกถึง GNH อยู่เสมอ

ผลจากการทรงมองการณ์ไกลของกษัตริย์พระองค์ที่ 4 นั้นเห็นได้จาก การจัดอันดับของภูฏานในแผนที่โลกแห่งความสุขครั้งแรก ในปี 2007 ภูฏานเป็นอันดับที่ 1 ของเอเชีย และอันดับ 8 ของโลก ในขณะที่ GDP นั้นอยู่อันดับที่ 139 ของโลกในตอนนั้น นี่จึงขัดแย้งกับความเชื่อที่ว่าผู้คนในประเทศที่มีบริการสุขภาพที่ดี, มี GDP รายหัวสูงกว่า และเข้าถึงการศึกษาได้มากกว่า มีแนวโน้มจะมีความสุขมากกว่า ชาวภูฏาน เช่นเดียวกับผู้สังเกตการณ์ภายนอกจำนวนมาก ระบุว่าเคล็ดลับความสุขของพวกเขานั้นขึ้นอยู่กับความรู้สึกปลอดภัยในชุมชนและความสัมพันธ์ภายในครอบครัว รวมถึงวิถีชีวิตที่พอเพียง ความเชื่อทางพระพุทธศาสนา ซึ่งให้พิจารณากิเลสอันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ได้เป็นแนวทางชี้นำการดำเนินชีวิตประจำวันของพวกเขา

นักกังขาคติและนักปฏิบัตินิยมที่เคยเย้ยหยันแนวคิดนี้ล้วนเปลี่ยนไป เมื่อพวกเขาได้มาเยือนประเทศเล็กๆ ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของหิมาลัย ระหว่างทิเบตและอินเดียแห่งนี้ พวกเขากลับไปพร้อมความรู้สึกซาบซึ้งในความเรียบง่ายของความสัมพันธ์ และความประทับใจต่อความมุ่งมั่นของประเทศในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และประเพณีวัฒนธรรมอันเปี่ยมเสน่ห์

การให้ความสำคัญกับการอยู่รวมกันในชุมชนและญาติมิตรนั้นเห็นได้ชัดเจนจากค่านิยมที่ถูกสอนมาตั้งแต่เด็ก เด็กจะโตขึ้นโดยเข้าใจว่าการดูแลครอบครัวนั้นเป็นภาระหน้าที่ทางจริยธรรม ความพยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษามรดกอันมากล้นและประเพณีของพวกเขานั้น ไม่เคยถูกละเลยโดยกระบวนการทางเศรษฐกิจ Tsechus (งานเทศกาลทางศาสนา) อันแปลกไม่เหมือนใคร 40 เทศกาล ถูกจัดขึ้นตลอดทั้งปี ใน dzongkhags (เมือง) ต่างๆ โดยจะมุ่งเน้นไปที่การระบำ cham ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวจากยุคศตวรรษที่ 9 ภาพของ Tsechu มักสดใสไปด้วยสีสันของเครื่องแต่งกายแบบดั้งเดิม ในขณะที่บรรยากาศก็เต็มไปด้วยความรื่นเริงมีชีวิตชีวา การชุมนุมทางสังคมเหล่านี้ ช่วยส่งเสริมการอยู่ร่วมกันในชุมชน ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากในประเทศที่มีลักษณะเป็นเมืองส่วนมาก ความเชื่อของพวกเขาในการดำรงชีวิตให้กลมกลืนกับธรรมชาตินั้นไม่ได้เปล่าประโยชน์ ในวันนี้ ประเทศภูฏาน ซึ่งมีกฎหมายกำหนดให้มีป่าไม้ครอบคลุมอย่างน้อย 60% มีความภาคภูมิใจกับสภาพแวดล้อมอันบริสุทธิ์ กับทิวทัศน์ของยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก และยังได้รับสมญาว่า “Shangri-La แห่งสุดท้าย”


ในระดับนานาชาติ แนวคิดเรื่อง GNH นั้นได้รับการต้อนรับอย่างดี บางทีอาจเป็นเพราะเป็นที่แน่ชัดในแล้วว่า หลังจากได้ให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการครอบงำโดย GDP ไปทั้งศตวรรษ สังคมที่แม้จะร่ำรวยกว่า แต่กลับพบปัญหาสังคมต่างๆ เช่น อาชญากรรม, ความสมดุลระหว่าง งาน-ครอบครัว และความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ร้าวฉาน รวมถึงปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม 

ตามข้อเสนอครั้งแรกในปี 1972 โดยกษัตริย์พระองค์ 4 ประเทศต่างๆ อย่าง ไทย เกาหลีใต้ ดูไบ และแคนาดา มีดัชนีชี้วัดความสุขในรูปแบบของตัวเอง ที่สะดุดตาที่สุดคือในปี 2011 สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ได้เสนอมติ 65/309 ในหัวข้อ “ความสุข: ต่อแนวทางแบบองค์รวมเพื่อการพัฒนา” และมตินี้ผ่านการยอมรับอย่างเป็นเอกฉันท์โดยสมัชชาใหญ่ ในเดือนกรกฎาคม 2011 จึงเป็นการวาง “ความสุข” ไว้ในวาระการพัฒนาระดับโลก
ในปี 2005 คณะรัฐบาลภูฏานได้ตัดสินใจนำทฤษฎีนี้มาใช้ในเชิงปฏิบัติ ศูนย์การเรียนรู้ของภูฏาน (CBS) ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการตามแนวคิดนี้ และการสำรวจในปี 2007 พบว่าการสร้างดัชนี้ชี้วัด GNH นั้นบรรลุผลแล้ว

ปัจจุบัน GNH นั้นเป็นที่ทราบกันว่าประกอบด้วยพื้นฐานเป็นหลัก 4 ข้อ:


การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

รัฐธรรมนูญของประเทศกำหนดไว้ว่าภูฏานต้องรักษาพื้นที่ 60% ของประเทศให้มีป่าไม้ปกคลุมอยู่เสมอ ปัจจุบันนี้ 72% ของภูฏานเป็นป่า และมากกว่า 1 ใน 3 ของประเทศเป็นพื้นที่คุ้มครอง หนึ่งในเหตุผลที่นอกเหนือจากการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ คือ ปัญหาที่ภูมิประเทศอันเป็นภูเขาเปราะบางมีต่อชุมชน การมีป่ามากเกินไปก็อาจก่อให้เกิดความเสียหายจากดินถล่มในฤดูมรสุมหรือในสภาพอากาศผิดปกติได้

อย่างไรก็ตาม ความมุ่งหมายนี้ถือเป็นความเสียสละของการพัฒนาเศรษฐกิจ รัฐบาลตัดสินใจยกเลิกการส่งไม้ไปยังอินเดีย ถึงแม้จะเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้มาก เนื่องจากรัฐบาลต้องการเน้นไปที่ผลกระทบระยะยาวของธุรกิจต่อระบบนิเวศ ไม่เพียงให้ความสำคัญกับผลตอบแทนระยะสั้นเท่านั้น



การพัฒนาที่เป็นธรรมและยั่งยืน

หัวใจของนโยบายของภูฏาน คือการสร้างการพัฒนาที่เป็นธรรมและยั่งยืน ซึ่งช่วยให้ผู้คนในประเทศมีความสุขกับบริการสุขภาพ, การศึกษา และบริการทางสังคม ในมาตรฐานที่ดีขึ้น หนึ่งในความสำคัญของหลักข้อนี้คือ เพื่อให้มั่นใจว่าผลประโยชน์ของการพัฒนาจะเป็นของทุกคน โดยไม่ขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นใครหรืออยู่ที่ไหน



การกำกับดูแลที่ดี

กษัตริย์พระองค์ที่ 4 ทรงมองการณ์ไกลและทรงเข้าใจดีว่า ประเทศจะได้รับประโยชน์ต่อเมื่อมีรัฐบาลประชาธิปไตยเท่านั้น พระองค์ทรงริเริ่มกระบวนการกระจายอำนาจในปี 1998 เมื่อได้ทรงแต่งตั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ชาวภูฏานมีคำถามถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงนี้ เนื่องจากภูฏานภายใต้รัชกาลของพระองค์ก็มีความสงบสุขและก้าวหน้า แต่กษัตริย์พระองค์ที่ 4 มีพระราชดำรัสว่า การรวมศูนย์อำนาจว่าไว้ที่คนๆ เดียว อาจเป็นระบบการปกครองที่ประสบความสำเร็จในยุคนี้ แต่ไม่ใช่ในอนาคต การเปลี่ยนแปลงของพระองค์เป็นสิ่งที่คาดไม่ถึงในชาติตะวันตก เนื่องจากไม่เคยมีพระมหากษัตริย์ที่ผลักดันประชาธิปไตย แทนที่จะเป็นประชาชนหรือฝ่ายต่อต้านเป็นผู้กระทำ



การรักษาวัฒนธรรม

ด้วยความเป็นเมืองที่มากขึ้นและการแยกตัวปัจเจกบุคคลออกจากชุมชนของตน จึงเป็นเหตุของความสูญสิ้นทางประเพณีและวัฒนธรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ชาวภูฏานได้พยายามร่วมกันรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ ทั้งสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์, พิธีกรรมแบบดั้งเดิม, กิจกรรมทางวัฒนธรรม และเครื่องแต่งกายของพวกเขา ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตชาวภูฏาน

หลัก 4 ข้อนี้เป็นพื้นฐานแห่งแนวทางของ GHN และได้ถูกกลั่นกรองเป็น 9 ด้านหลักๆ ได้แก่

-       มาตรฐานความเป็นอยู่

-      การศึกษา

-       สุขภาพ

-       สิ่งแวดล้อม

-       กำลังของชุมชน

-       การใช้เวลา

-       สุขภาวะทางจิต

-       การกำกับดูแลที่ดี

-       การรื้อฟื้นและการส่งเสริมทางวัฒนธรรม


เมื่อกษัตริย์พระองค์ที่ 4 ทรงริเริ่มแนวคิดเรื่อง GNH และทรงเปิดประเทศเข้าสู่อุดมการณ์ประชาธิปไตย บางคนอาจคิดว่าความสำคัญต้องมุ่งเน้นไปยังการพัฒนาทางเศรษฐกิจเพื่อประชาชน แต่พระองค์ทรงมีวิสัยทัศน์และทรงทราบถึงปัญหาที่จะตามมา เพื่อปกป้องประชาชนของพระองค์ จึงได้ทรงฝังแนวคิด GNH ลงในสำนึกของประชาชนและรัฐบาล และได้สร้างสังคมยูโทเปียซึ่งเป็นที่อิจฉาของใครๆ

หากยกคำพูดของ Karma Ura ผู้อำนวยการของศูนย์การเรียนรู้ภูฏาน ซึ่งกล่าวว่า “สังคมที่มุ่งเน้นเรื่อง GNH จะส่งเสริมวัฏจักรแห่งชีวิตที่ประสบความสำเร็จ ทั้งการเกิด, การดำรงชีวิต, การแก่ และการตาย” จากวัยเด็กอันสุขสันต์และได้รับการเลี้ยงดูที่ดี ไปสู่การดำเนินชีวิตที่สำเร็จ ด้วยชีวิตการทำงานที่มีประสิทธิผล, เติมเต็ม และมีความสุข สู่วัยชราที่ยังหลงเหลือกำลัง และไปสู่ความตาย “ที่ดี” จากความรู้สึกทางจิตวิญญาณ โดยสรุปแล้ว นี่คือชีวิตที่มุ่งเน้น GNH และจนถึงวันนี้ ผู้ออกนโยบายและองค์กษัตริย์แห่งภูฏาน ไม่เพียงมุ่งมั่นทำประเทศให้ทันสมัย แต่ยังร่างกฎหมายที่ช่วยบ่มเพาะความสุขและการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ เพื่อเป็นหนึ่งในประเทศที่ประชากรมีความสุขที่สุดในโลก

 

Watch BBC Travel Show explains Gross National Happiness here.

Planning to travel to Bhutan during a festival?

On popular dates of travel such as during festival time, flight tickets tend to get fully reserved 5 months prior. Due to limited flight and seats available, we recommend you to reserve your ticket as early as possible. You can reserve your ticket for free with us and plan your trip to Bhutan with a peace of mind knowing that you will have a spot on your flight to Bhutan.