กษัตริย์แห่งภูฏาน

Posted on 09/April/2015

ภูฏาน ดินแดนแห่งราชามังกร สะกดและดลใจผู้มาเยือนได้อย่างง่ายดาย ไม่ใช่เพียงเพราะสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมหรือประวัติศาสตร์อันน่าสนใจเท่านั้น หากแต่เป็นความเอื้ออาทร ความเรียบง่าย และความรักในขนบธรรมเนียมของตนของคนในชาติ เช่นเดียวกับครอบครัวทั่วๆ ไป ลูกๆ ก็ย่อมเป็นเหมือนกับพ่อแม่ และสำหรับภูฏาน ประเทศเล็กๆ ที่ได้รับพรจากการมีราชวงค์กษัตริย์ซึ่งทรงมองการณ์ไกลและอ่อนน้อม และทรงปกครองประเทศด้วยความรักดังที่พ่อแม่มีต่อลูก

ประเทศภูฏานถูกก่อตั้งโดย Shabdrung Ngawang Namgyel ผู้ซึ่งรวมภูฏานให้เป็นรัฐศาสนาหนึ่งเดียวกัน ในปี 1616 หลังเขาได้จากไป ภูฏานถูกปกครองด้วย “ระบบสองรัฐบาล” ซึ่ง Shabdrung ได้แนะนำไว้ โดยรัฐบาลจะถูกแบ่งเป็น ผู้นำฝ่ายบริหาร (Druk Desi) และผู้นำทางศาสนา (Je Kehnpo) ทั้ง Druk Desi และ Je Khenpoจะอยู่ภายใต้อำนาจของ Shabdrung Rinpoche อีกทีหนึ่ง (เป็นการกลับชาติมาเกิดของ Shabdrung Ngawang Namgyel)

อย่างไรก็ตาม ระบบสองรัฐบาลได้สิ้นสุดลงในยุคของ Ugyen Wangchuck  ซึ่งเป็นทายาทของ Jigme Namgyel ครอบครัวของ Jigme Namgyel ได้สืบเชื้อสายโดยตรงจาก Pema Lingpa (นักบุญที่มีชื่อเสียง) และมีความสัมพันธ์กับการกำเนิดใหม่ของ Shabdrung Rinpoche 2 ครั้ง เขาได้รับเลือกให้เป็น Penlop (ผู้ว่าราชการ) แห่ง Trongsa และในบรรดาผู้ปกครองทั้งหมด เขาเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด อย่างไรก็ตาม เขาได้เสียชีวิตอย่างไม่คาดคิดก่อนจะมีโอกาสได้รวมภูฏานผ่านระบอบกษัตริย์
 
 

กษัตริย์องค์แรก – Sir Ugyen Wangchuck (ครองราชย์ : 1907 ถึง 1926)

 
สมเด็จ Gongsa Ugyen Wangchuck สมภพในปี 1862 ทรงสืบอำนาจในตำแหน่ง Penlop (ผู้ว่าราชการ) ต่อจากพระบิดา คือ Jigme Namgyel พระองค์มีฐานอำนาจในศูนย์กลางของภูฏาน และทรงรวมภูฏานโดยปราบปรามศัตรูทางการเมืองในช่วงสงครามกลางเมืองและการจลาจล ช่วงต้นปี 1880

ในช่วงหลายปีที่ทรงสถาปนาระบอบกษัตริย์ขึ้นมา พระองค์ทรงพัฒนาสัมพันธไมตรีที่ใกล้ชิดกับสหราชอาณาจักร โดยการช่วยเจรจาระหว่างสหราชอาณาจักรและทิเบต และเพื่อแสดงความนับถือต่อพระองค์ ทางสหราชอาณาจักรได้ถวายบรรดาศักดิ์อัศวินให้แก่สมเด็จ Gongsa Ugyen Wangchuck ในปี 1904 และถวายพระยศอัศวินผู้บรรชาการแห่งจักรวรรดิอินเดียแก่พระองค์ พระองค์มักทรงเป็นที่รู้จักในชื่อ Sir Ugyen Wangchuck ตามบรรดาศักดิ์ที่ทรงได้รับการถวาย และยังทรงได้รับถวายเกียรติยศจากทั้งรัฐบาลสหราชอาณาจักรและอินเดียเรื่อยมา เพื่อเป็นหลักฐานแสดงถึงพระปรีชาสามารถในการทรงสร้างความสัมพันธ์ทางการฑูตโดยปราศจากการเสียสละอธิปไตยของชาติ

ในปี 1907 สมเด็จ Ugyen Wangchuck ทรงได้รับเลือกเป็นผู้สืบราชบัลลังก์กษัตริย์แห่งภูฏาน เป็นการสถาปนากษัตริย์พระองค์แรกแห่งภูฏาน และเป็นการสิ้นสุดระบบสองรัฐบาลด้วย สมเด็จ Ugyen Wangchuck ทรงขึ้นครองราชย์ในวันที่ 17 ธันวาคม 1907 โดยทรงมีบรรดาศักดิ์เป็น Druk Gyalpo (ราชาแห่งมังกร) ระหว่างการครองราชย์เป็นเวลา 19 ปี พระองค์ทรงรักษาสัมพันธไมตรีอันใกล้ชิดกับสหราชอาณาจักรและอินเดียไว้ เพื่อให้ได้รับความปลอดภัยจากการแผ่ขยายอำนาจของจีนในทิเบต นอกเหนือจากนี้ โดยส่วนใหญ่แล้วภูฏานยังคงแยกตัวโดดเดี่ยวออกจากส่วนอื่นๆ ของโลก

Sir Ugyen Wangchuck สวรรคคตในปี 1926 และได้รับการสืบต่อราชบัลลังก์โดยโอรสพระองค์โต คือสมเด็จ Jigme Dorji Wangchuck
 
 

กษัตริย์พระองค์ที่ 2 – Jigme Wangchuck (ครองราชย์ : 1926 ถึง 1952)

 
สมเด็จ Jigme Wangchuck กษัตริย์พระองค์ที่ 2 แห่งภูฏาน สมภพในปี 1905 และทรงสืบราชบัลลังก์ในปี 1926 หลังการเสด็จสวรรคตของพระราชบิดา พระองค์ทรงถูกเลี้ยงดูในฐานะผู้สืบราชบัลลังก์มาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และทรงได้รับการศึกษาที่เข้มงวดด้านภาษาอังกฤษและภาษาฮินดี และทรงศึกษาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาด้วย

ในรัชสมัยของพระองค์ ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญจากการที่พระองค์ได้ทรงปฏิรูปการบริหารภายในประเทศ พระองค์ทรงวางลำดับชั้นอย่างง่ายๆ โดยที่พระองค์ทรงมีอำนาจสูงสุดเหนือศาสนาและฆราวาสทั้งปวง และทรงแต่งตั้งพระสังฆราช (Je Khenpo) เพื่อจัดตั้งศูนย์กลางบริหารทางศาสนาขึ้น

ในรัชกาลของสมเด็จพระราชาธิบดี Jigme Wangchuck ภูฏานยังคงถูกแยกโดดเดี่ยว พร้อมทั้งมุ่งเน้นการรวมอำนาจสู่ศูนย์กลางเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเมืองภายในประเทศ สมเด็จพระราชาธิบดี Jigme Wangchuck สวรรคตในปี 1952 และทรงได้รับการสืบทอดราชบัลลังก์โดยโอรส คือสมเด็จ Jigme Dorji Wangchuck
 

กษัตริย์พระองค์ที่ 3 – Jigme Dorji Wangchuck (ครองราชย์ : 1952 ถึง 1972)

 
สมเด็จ Jigme Dorji Wangchuck ประสูติในปี 1929 และทรงสืบราชบัลลังก์เมื่อมีพระชนม์ได้ 23 พรรษา พระองค์ทรงเป็นที่รู้จักในชื่อ พระบิดาแห่งภูฏานสมัยใหม่ และเช่นเดียวกับพระบิดาของพระองค์ พระองค์ได้ทรงศึกษาภาษาอังกฤษ ฮินดี และหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา พระองค์ยังทรงเคยอยู่ในอังกฤษเป็นเวลา 6 เดือน ครั้งยังทรงพระเยาว์

การเดินทางอันโดดเดี่ยวของภูฏานได้สิ้นสุดลงในรัชสมัยของกษัตริย์พระองค์ที่ 3 พระองค์ทรงเล็งเห็นความจำเป็นของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อให้ทั่วโลกมองภูฏานในฐานะเป็นประเทศหนึ่งและเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ พระองค์ทรงทำพันธสัญญากับต่างประเทศในการพัฒนาภูฏาน และทรงเชิญประเทศในยุโรปมาเข้าร่วมโครงการพัฒนาดังกล่าว ในปี 1862 พระองค์ทรงเข้าร่วมกับ Colombo Plan ซึ่งทำให้ภูฏานได้รับความช่วยเหลือทางเทคนิคในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและทุนการศึกษาต่างๆ ในปี 1971 ภายใต้รัชสมัยของสมเด็จพระราชาธิบดี Jime Dorji Wangchuck ภูฏานก็ได้กลายเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ

ในช่วงปีแรกๆ ที่ทรงขึ้นครองราชย์ พระราชาธิบดีทรงทราบว่ามีความจำเป็นต้องดำเนินการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคม ประเทศชาติจึงจะพัฒนาต่อไปได้ ในปี 1956 พระองค์ทรงยกเลิกระบบศักดินา ซึ่งนับเป็นก้าวที่สำคัญ ได้มีการแจกจ่ายที่ดินให้แก่ผู้ไม่มีที่ดิน ในขณะที่อารามต่างๆ ก็ได้สละที่ดินเพื่อแลกกับความเงินสนับสนุนจากรัฐบาล ในปี 1961 องค์กษัตริย์ทรงร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับแรกขึ้น ซึ่งภูฏานได้ใช้มาจนถึงปัจจุบัน

องค์กษัตริย์ทรงมีวิสัยทัศน์กว้างไกล และทรงเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ว่า การรวมศูนย์อำนาจนั้นไม่ใช่วิธีที่จะผลักดันภูฏานไปสู่ความสงบสุขและมั่นคงอีกต่อไป ในรัชกาลของพระองค์ พระองค์ทรงจัดตั้งระบบตุลาการสมัยใหม่และคณะรัฐมนตรีเป็นครั้งแรกในประเทศ องค์กษัตริย์ยังทรงจัดตั้งสมัชชาแห่งชาติ (tshogdu) ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการถอดถอนกษัตริย์หรือผู้สำเร็จราชการได้ด้วยเสียงข้างมาก 2 ใน 3 ทำให้ภูฏานก้าวสู่ขั้นแรกของประชาธิปไตย

การปฏิรูปและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของพระองค์ ได้เปิดหน้าต่างบานใหม่แก่ภูฏานในการออกสู่โลกภายนอก และการก้าวออกไปสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างช้าๆ แต่มั่นคง

พระราชาธิบดี Jigme Dorji Wangchuck สวรรคตในปี 1972 ขณะทรงรับถวายการรักษาใน Nairobi ประเทศเคนย่า และทรงส่งต่อราชบัลลังก์แก่พระโอรส คือสมเด็จ Jigme Sinye Wangchuck
 

กษัตริย์พระองค์ที่ 4 – Jigme Sinye Wangchuck (ครองราชย์: 1972 ถึง 2006)

 
สมเด็จ Jigme Sinye Wangchuck ซึ่งเป็นกษัตริย์พระองค์ที่ 4 ของภูฏาน ประสูติในปี 1955 และทรงขึ้นครองราชย์เมื่อมีพระชนม์ได้ 17 พรรษา ทำให้พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ทรงพระเยาว์ที่สุดในโลก

องค์กษัตริย์ทรงได้รับการศึกษาที่ทันสมัยตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ โดยทรงเล่าเรียนในอินเดียและสหราชอาณาจักร พระองค์ทรงเจริญชันษาโดยใกล้ชิดกับพระบิดา และทรงตามเสด็จพระบิดาไปยังพื้นที่ห่างไกลต่างๆ ในภูฏาน พระองค์จึงทรงได้เรียนรู้เกี่ยวกับดินแดนของพระองค์และประชาชนในประเทศโดยตรง พระองค์ทรงได้รับอิทธิพลจากพระบิดา และได้ทรงสืบต่อขั้นตอนการปฏิรูปความเป็นสมัยใหม่และการปฏิรูปเศรษฐกิจสังคม ซึ่งพระบิดาของพระองค์ทรงริเริ่ม

องค์กษัตริย์ยังทรงสืบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เข้าร่วมสหกรณ์ในภูมิภาคหลายแห่ง และทรงทำประเทศให้เป็นที่รู้จักในสหประชาชาติ โดยผสานสถานะเป็นเอกราชและอธิปไตยของชาติ

รัชกาลของพระองค์นั้นโดดเด่นด้วย 2 เหตุการณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นความก้าวหน้าของภูฏาน องค์กษัตริย์ทรงค่อยๆ เริ่มกระบวนการกระจายอำนาจออกจากศูนย์กลาง และในปี 1998 ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็ได้ถูกแต่งตั้งขึ้น ในปี 2006 องค์กษัตริย์ทรงมีพระราชดำรัสว่า เวลาของรัฐบาลประชาธิปไตยได้มาถึงแล้ว พระองค์ทรงศึกษารัฐธรรมนูญของ 50 ประเทศ และทรงสืบค้นข้อคิดเห็นจากสาธารณะและนำมาหารือกับทั้ง 20 Dzongkhags (เขตการปกครองและตุลาการของภูฏาน) 2 ปีหลังจากสิ้นสุดรัชสมัยของพระองค์ รัฐธรรมนูญได้ถูกตราขึ้นตามพระราชประสงค์ในปี 2008 และการเลือกตั้งก็เริ่มมีขึ้นในปีเดียวกัน เป็นการให้กำเนิดการปกครองด้วยระบอบใหม่
พระราชาธิบดี Jigme Sinye Wanchuck ยังทรงเป็นผู้ริเริ่มปรัชญาซึ่งปัจจุบันกลายเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ นั่นคือ “ความสุขมวลรวมประชาชาติ” ปรัชญานี้เน้นย้ำว่าการพัฒนาประเทศควรเป็นไปโดยคำนึงถึงความสุขของประชาชนเป็นหลัก

ในช่วงชีวิตและรัชสมัยของพระองค์ เศรษฐกิจของภูฏานก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว จากการที่พระองค์ทรงจัดตั้งการอุตสาหกรรมด้านวัตถุดิบ, การเกษตร และพลังน้ำ มีการสร้างถนนที่กว้างขวางเพื่อเชื่อมต่อทั่วประเทศแม้แต่ในพื้นที่ห่างไกล ในขณะเดียวกับการสร้างโรงเรียนขึ้นมากมาย องค์กษัตริย์ทรงเชื่อมั่นในความสำคัญของการศึกษา จึงทรงส่งนักเรียนจำนวนมากไปศึกษายังต่างประเทศ และเป็นในช่วงรัชสมัยของพระองค์นี่เอง ที่สายการบินแรกของประเทศ คือ Drukair ได้เปิดดำเนินการ

ความรักที่มีต่อประเทศของพระองค์นั้นแสดงให้เห็นต่อมา เมื่อพระองค์ทรงนำกองทัพในปี 2003 และประสบความสำเร็จในการกวาดล้างผู้ก่อการร้ายจากอินเดีย ซึ่งเข้ามาตั้งฐานที่มั่นหลายแห่งในป่าของภูฏาน การดำเนินการนั้นสำเร็จลุล่วงและยังทำให้นานาชาติประหลาดใจ จากการที่กลุ่มก่อการร้ายถูกกวาดล้างภายใน 3 วัน

สมเด็จพระราชาธิบดี Jigme Sinye Wangchuck ได้ทรงสร้างประวัติศาสตร์ เมื่อพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์พระองค์แรกในภูฏานที่สละราชบัลลังก์ให้แก่พระโอรส คือสมเด็จ Jigme Khesar Namgyel Wangchuck ในปี 2006
 
 

กษัตริย์พระองค์ที่ 5 – Jigme Khesar Namgyel Wangchuck (ครองราชย์ : 2006 ถึง ปัจจุบัน)

 
สมเด็จ Jigme Khesar Namgyel Wangchuck ทรงเป็นกษัตริย์พระองค์ที่ 5 แห่งภูฏาน พระองค์ประสูติในปี 1980 และทรงได้รับการราชาภิเษกตามพระราชพิธี ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2008 ซึ่งเป็นปีที่ครบรอบ 100 ปีแห่งการสถาปนาระบอบกษัตริย์ในภูฏาน

พระราชาธิบดี Khesar ทรงได้รับการศึกษาในต่างประเทศ โดยเสด็จไปศึกษา ณ สหราชอาณาจักร และทรงจบการศึกษาจาก Magdalen College ที่มหาวิทยาลัย Oxford พระบิดาของพระองค์ทรงสร้างความประหลาดใจแก่ประชาชน เมื่อทรงสละราชสมบัติก่อนเวลาที่คาดการณ์ไว้ 2 ปี ข้อสงสัยและความกังวลของประเทศนั้นคลายลงอย่างรวดเร็ว จากพระราชดำรัสของกษัตริย์ผู้ทรงพระเยาว์ ซึ่งพระองค์ทรงให้คำมั่นแก่ประชาชนว่า จะทรงสืบสานการปกครองโดยคำนึงถึงนโยบายของพระบิดาอยู่เสมอ

เวลา 9 ปีที่ผ่านมา ภายใต้การปกครองของพระองค์ พระองค์ทรงกำกับดูแลการดำเนินงานตามรัฐธรรมนูญแห่งภูฏาน และทรงนำประชาธิปไตยมาให้แก่ประชาชนตามพระประสงค์ของพระบิดา

หลังการราชาภิเษก โครงการสำคัญโครงการแรกของพระองค์คือ การสำรวจที่ดินแห่งชาติ (National Cadastral Resurvey) ในเดือนมีนาคม 2009 ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลของภูฏาน ในปี 2011 พระองค์ทรงจัดตั้งมูลนิธิ Kidu ขึ้น Kidu หรือความผาสุกของประชาชนนั้น โดยธรรมเนียมและโดยพระราชอำนาจ ถูกจัดรวมอยู่ในรัฐธรรมนูญภูฏาน และถือเป็นความรับผิดชอบพื้นฐานของพระมหากษัตริย์ บทบาทของมูลนิธิ Kidu คือการทำงานร่วมกับรัฐบาล เพื่อพยายามแก้ปัญหาที่สำคัญ ทั้งในด้านการศึกษา, ข้อกำหนดของกฎหมาย, ประชาธิปไตยและสื่อ, การพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศ

ในปี 2011 พระองค์อภิเษกสมรสกับสมเด็จพระราชินี Jetsun Pema โดยพระราชพิธีอภิเษกสมรสได้กลายเป็นเหตุการณ์ทางสื่อที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ภูฏาน ในระหว่างพระราชพิธี สมเด็จพระราชาธิบดียังทรงได้รับมงกุฎแห่ง Druk Gyaltsuen (ราชินี) และได้พระราชทานมงกุฎแก่พระราชินี Jetsun Pema และจึงเป็นการประกาศอย่างสถานะราชินีแห่งราชอาณาจักรภูฏานเป็นทางการ

กษัตริย์ผู้ทรงพระเยาว์นั้นทรงเป็นที่รักทั้งในประเทศของตนและต่างประเทศ เช่นเดียวกับพระบิดาของพระองค์ พระราชาธิบดีและพระราชินีได้เสด็จเยือนต่างประเทศ และทรงระดับภูฏานให้เป็นประเทศอธิปไตย Druk Gyalpo พระองค์ที่ 5 ทรงได้รับความเคารพนับถือจากประชาชน และทรงพิสูจน์ว่าพระองค์ได้สานต่อการประกาศใช้ประชาธิปไตย ตามที่พระบิดาของพระองค์ทรงสนับสนุนมาตลอดรัชสมัย

ในปี 2015 สมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีได้เสด็จเยือนสิงคโปร์ เพื่อทรงแสดงความอาลัยต่อการจากไปของนาย Lee Kuan Yew นายกรัฐมนตรีผู้ก่อตั้งสิงคโปร์

โปรดเข้าชม Drukair.com.sg เพื่ออ่านเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ
 

Planning to travel to Bhutan during a festival?

On popular dates of travel such as during festival time, flight tickets tend to get fully reserved 5 months prior. Due to limited flight and seats available, we recommend you to reserve your ticket as early as possible. You can reserve your ticket for free with us and plan your trip to Bhutan with a peace of mind knowing that you will have a spot on your flight to Bhutan.